พลิกผืนนาเป็นสวน

                 อยากเล่าถึงที่บ้านนิดนึงครับ เมื่อก่อน คุณพ่อนิยม แม้อดีตจะเป็นข้าราชการชลประทาน คลองเหมือง แต่ในขณะที่ยังไม่เกษียณก็ยังแบ่งเวลามาทำสวนเกษตรด้วยการปลูกมะยงชิด มะปรางหวานเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยใช้พื้นที่ที่เคยเป็นที่นาเก่ามาปรับเปลี่ยนเป็นสวนมะยงชิด มะปรางหวาน หลังจากทำกิ่งพันธุ์มะยงชิดมาทดลองปลูกสลับกับต้นไม้อื่นที่มีอยู่เก่า เช่น มะม่วง มะดัน ปลูกเล่นๆ เป็นงานอดิเรก จนในที่สุดก็ไม่ผิดหวัง เมื่อเห็นมะยงชิดผลิดอกออกผลเหลืองอร่ามเต็มต้น จากนั้นจึงเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 7 ไร่ จากที่ดินที่เคยทำนา พลิกจากพื้นนามาเป็นสวนมะยงชิดมะปรางหวาน หวังให้เป็นรายได้หลังเกษียณ ซึ่งในปัจจุบันก็มีรายได้จากการปลูกมะยงชิดเลี้ยงชีพในวัยเกษียณนี่แหละครับ

               ผมเลยขอแนะนำสำหรับท่านที่มีที่นาแต่ไม่ทราบว่าจะพัฒนาทำอะไรทางการเกษตรได้บ้าง ลองดูแนวคิดแบบบ้านผมดูนะครับ

                  ก่อนอื่นขออธิบายถึงการเตรียมพื้นที่ ซึ่งมีหลายแบบ แต่ที่สวนเราประหยัด ทำแบบเกษตรพอเพียง คือจะเอาที่นาเดิมนั่นแหละครับ





ขุดให้เป็บบ่อ ยกร่องเป็นโคกสูงเพื่อปลูกมะยงชิด แล้วเราก็จะได้ทั้งแหล่งน้ำ บ่อเลี้ยงปลา และปลูกต้นไม้ด้วย ไม่ต้องซื้อดินมาถมให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม




ขั้นตอนการปลูกว่าในพื้นที่ 1 ไร่จะสามารถปลูกมะยงชิดได้ประมาณ 50-60 ต้น ขึ้นอยู่กับการวางแผนในการจัดการสวน

โดยระยะการปลูกก็ไม่ต้องห่างกันมากตามหลักทฤษฎีอะไร เพราะว่าเวลาที่เราปลูก แล้วต้นโตขึ้น เราก็สามารถที่จะทาบกิ่งพันธุ์ขายได้ ต้นก็จะไม่ใหญ่เก้งก้างออกไป ปลูกติดๆกันไม่เป็นไรครับ


ก่อนอื่นเลยเวลาปลูกเราค่อยๆทำไปเรื่อยๆ เริ่มจากปลูกกล้วยเพื่อให้ร่มเงาก่อน เพราะโตไวมาก แล้วพอต้นกล้วยเริ่มโต เราก็นำมะยงชิดมะปลูกใกล้ๆ ให้ต้นกล้วยเป็นร่มเงาบังแดด ต้นมะยงชิดก็จะมีร่มเงา ไม่ร้อนจนใบไหม้

ที่สำคัญถ้านำสแลน(ตาข่ายดำ)มาบังแดดด้วยในระยะแรกๆก็จะดีมากครับ



เรื่องของระบบน้ำจะแนะนำแบบง่ายๆ เรียกว่าแบบประหยัด เพราะเราเพิ่งเริ่มต้นทุนอาจจะน้อย ยังไม่ใช้วิธีติดสปิงเกอร์ก็ได้ เราใช้สายดำเจาะรูแทนครับ ลดน้ำได้ไม่เลวเลยครับ การให้น้ำหลังปลูกใหม่ 2-3 ครั้งต่อวัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชื้นของพื้นที่ช่วงที่แตกใบอ่อนนั้นต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเพลี้ยไฟมาดูดน้ำเลี้ยงที่ใบอ่อน ยอดอ่อนและช่อดอก ตลอดจนผลอ่อนของมะยงชิด และมะปรางหวาน ทำให้ใบไหม้หงิกงอ เสียรูปทรงและติดผลน้อย และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของต้น

ถ้าเลือกกิ่งพันธ์ต้นใหญ่ไปปลูกก็จะออกลูกไวกว่า ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีเคล็ดลับและวิธีการดูแลต้นมะยงชิดและมะปรางให้ออกดอกติดผลต่างกัน ส่วนการเลือกใส่ปุ๋ยก็จะทำให้รสชาติแตกต่างกันออกไป ถ้าใส่ปุ๋ยเคมี รสชาติจะออกหวานแบบชืด ถ้าใสปุ๋ยชีวภาพก็จะหวานแบบชื่นใจคือหวานแบบธรรมชาติ ที่บ้านเราหมักปุ๋ยเองเองเลยหวานเจี๊ยบทุกลูก

                   ด้วยสภาพอากาศช่วงของฤดูหนาวค่อนข้างจะยาวนาน จึงเป็นผลดีกับผู้ปลูกมะปราง และมะยงชิด มะปรางออกช่อและติดลูกมีถึง 2 ช่วงด้วยกัน โดยช่วงแรกผลจะสุกประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ และช่วงที่สองประมาณเดือนมีนาคม สำหรับรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตในแต่ละปีหายแสนบาท ซึ่งไม่รวมการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ที่ได้ในแต่ละเดือน เพราะหนึ่งกิโลกรัมละมีประมาณ 8-15 ลูก ราคาเฉลี่ย 150-350 บาท แต่ละต้นจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 40-60 กิโลกรัม และเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่จะมาปรึกษา ดูวิธีปลูก และซื้อกิ่งพันธุ์ทุกวัน


สำหรับผู้ที่สนใจต้องการข้อมูลในการปลูกและดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและให้ผลผลิตเร็วสามารถติดต่อได้ที่ 08-97401140 ครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น