ชมวีดีโอที่สวนใน Youtube ก็มีอัปไว้หลายคลิป

Loading...

วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

วิธีการดูแลเมื่อมะยงชิดและมะปรางหวานออกช่อดอก เราต้องทำอย่างไรถึงจะติดลูก..มาดูกัน

            สำหรับวันนี้ทางสวนจะมาแนะนำการดูแลต้นมะยงชิด มะปรางหวานที่กำลังออกช่อ  โดยทางสวนมะยงชิดรัตนานิยม (จ.นครนายก) ของเราได้ใช้เวลาศึกษาวิธีการจากประสบการณ์ที่ได้ลองทำมาดูในทุกๆปี จึงอยากที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกมะยงชิด ได้ใช้เป็นแนวทางในการดูแลต้นมะยงชิด มะปรางหวาน

            ในช่วงเดือนธันวามคมถึงมกราคมจะเป็นช่วงที่มะยงชิดและมะปรางหวานเริ่มแทงช่อให้เห็น ซึ่งจะมีหลายระยะ  เริ่มจากในระยะเริ่มแทงช่อดอก และช่อดอกยาวประมาณ 7 ซม. ระยะช่อดอกบาน และช่อดอกสีดำร่วงโรย  โดยในแต่ละระยะต้องมีการดูแล รดน้ำ ควรรดน้ำในปริมาณที่เหมาะสมแค่หน้าดินเปียก และไม่ควรฉีดพ่นสารป้องกันแมลงในระยะนี้  ถ้าจะบำรุงต้นควรบำรุงแค่ที่โคนต้น รดน้ำแค่ที่ตรงบริเวณโคนต้นก็พอ ไม่แนะนำให้รดนำ้ที่ช่อดอกที่ออกช่อ เรื่องการฉีดสารป้องกันแมลงนั้นที่ไม่แนะนำในช่วงนี้ก้เพราะว่าอาจไปรบกวนการผสมเกสรของแมลงได้ ซึ่งจะทำให้มะยงชิดและมะปรางหวานไม่ออกลูกได้  โดยถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรเพิ่มจำนวนของแมลงในการผสมเกสรในช่วงนี้ เช่น ผึ้ง ชัน โรง แมลงวัน  เป็นต้น

             ถ้าทำตามที่ทางสวนเราแนะนำก็จะทำให้มะยงชิดที่ท่านปลูกไว้มีลูกเพิ่มมากขึ้น สามารถติดลูกได้  โดยในช่วงที่มะยงชิดและมะปรางหวานออกดอกนี้ก็เป็นเวลาที่เราจะต้องเตรียมหาสารป้องกันแมลง และฮอร์โมน ปุ๋ย เตรียมไว้ เพื่อที่จะฉีดพ่นอีกครั้งในระยะที่เห็นลูกมะยงชิดออกผลเป็นตุ่มเล็กๆ และดอกได้กลายเป้นสีดำร่วงโรยไปหมดแล้ว เพื่อป้องกันแมลงมาทำลายลูกและใบที่เกิดมาใหม่  โคนต้นก็ใส่ปุ๋ยบำรุง รดน้ไพอประมาณ อย่าเยอะเกินไปในช่วงที่ติดลูกแล้ว


ชมคลิปแนะนำการดูแลเมื่อมะยงชิดออกช่อที่นี่ คลิกเลยครับ



วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ข้อมูลการปลูกมะยงชิด

การส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิด
ที่มาและความสำคัญ
          รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยการส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคเกษตรกร การสร้างฐานการผลิตภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง สามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับผู้บริโภคภายในประเทศและมีเหลือสำหรับการส่งออก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงมีนโยบายบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านพืช (พืชผลการเกษตร ๑๖ ชนิด) ตาม Value Chain เพื่อขับเคลื่อนแผนการจัดทำโซนนิ่งด้านการเกษตร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการได้รับมอบหมายให้ดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิดให้สามารถเพิ่มผลผลิตและมูลค่ามะยงชิด
          มะยงชิดจัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจประจำท้องถิ่น มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว มีรสชาติ และสีสันสวยงาม นิยมใช้เป็นของฝากและของที่ระลึก ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกมะยงชิดประมาณ ๒๗ จังหวัด รวมเป็นพื้นที่ ๒๒,๓๒๗ ไร่ ในตารางที่ ๑ แสดงปริมาณผลผลิตที่ได้ในแต่ละจังหวัดต่อทั้งประเทศ ๖ อันดับแรกที่ให้ผลผลิตมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม และรูปที่ ๑ แสดงร้อยละปริมาณผลผลิตที่ได้ต่อทั้งประเทศของแต่ละจังหวัดที่ให้ผลผลิตสูง ๖ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๔ และ ๒๕๕๕ ผลผลิตมะยงชิดส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ โดยจังหวัดนครนายกและจังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งที่มีพื้นที่การเพาะปลูกสูงถึง ๖,๙๐๐ ไร่ และ ๖,๒๐๐ ไร่ ตามลำดับ แต่พบว่าผลผลิตมะยงชิดยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้ราคามะยงชิดสูงเฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ ๒๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ นอกจากนั้นมะยงชิดยังมีแนวโน้มที่จะเป็นผลไม้ส่งออก ดังนั้นทางกรมวิทยาศาสตร์บริการจึงเห็นความสำคัญในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของมะยงชิด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด
การส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิด
ที่มาและความสำคัญ
          รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยการส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคเกษตรกร การสร้างฐานการผลิตภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง สามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับผู้บริโภคภายในประเทศและมีเหลือสำหรับการส่งออก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงมีนโยบายบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านพืช (พืชผลการเกษตร ๑๖ ชนิด) ตาม Value Chain เพื่อขับเคลื่อนแผนการจัดทำโซนนิ่งด้านการเกษตร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการได้รับมอบหมายให้ดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิดให้สามารถเพิ่มผลผลิตและมูลค่ามะยงชิด
          มะยงชิดจัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจประจำท้องถิ่น มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว มีรสชาติ และสีสันสวยงาม นิยมใช้เป็นของฝากและของที่ระลึก ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกมะยงชิดประมาณ ๒๗ จังหวัด รวมเป็นพื้นที่ ๒๒,๓๒๗ ไร่ ในตารางที่ ๑ แสดงปริมาณผลผลิตที่ได้ในแต่ละจังหวัดต่อทั้งประเทศ ๖ อันดับแรกที่ให้ผลผลิตมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม และรูปที่ ๑ แสดงร้อยละปริมาณผลผลิตที่ได้ต่อทั้งประเทศของแต่ละจังหวัดที่ให้ผลผลิตสูง ๖ อันดับแรก ในปี ๒๕๕๔ และ ๒๕๕๕ ผลผลิตมะยงชิดส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ โดยจังหวัดนครนายกและจังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งที่มีพื้นที่การเพาะปลูกสูงถึง ๖,๙๐๐ ไร่ และ ๖,๒๐๐ ไร่ ตามลำดับ แต่พบว่าผลผลิตมะยงชิดยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้ราคามะยงชิดสูงเฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ ๒๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ นอกจากนั้นมะยงชิดยังมีแนวโน้มที่จะเป็นผลไม้ส่งออก ดังนั้นทางกรมวิทยาศาสตร์บริการจึงเห็นความสำคัญในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของมะยงชิด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด


ตารางที่ ๑ แสดงพื้นที่การเพาะปลูกมะยงชิดในประเทศไทย
จังหวัด
ปี ๒๕๕๔
ปี ๒๕๕๕
เนื้อที่การเพาะปลูกทั้งหมด (ไร่)
ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (กิโลกรัม)
ปริมาณผลผลิตที่ได้ต่อทั้งประเทศ (ร้อยละ)
ราคาที่เกษตรกรขายได้
(บาท/กก.)
เนื้อที่การเพาะปลูกทั้งหมด (ไร่)
ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ (กิโลกรัม)
ปริมาณผลผลิตที่ได้ต่อทั้งประเทศ (ร้อยละ)
ราคาที่เกษตรกรขายได้
(บาท/กก.)
รวมทั้งประเทศ
๒๒,๓๒๗.๒๐
๑๑,๐๖๘,๔๗๑.๘๒
-
๗๐.๔๔
๒๑,๘๗๐.๗๐
,๑๙๕,๑๐๖.๑๐
-
๖๖.๕๖
จ.นครนายก
,๙๓๘.๐๐
,๑๗๖,๐๕๐.๐๐
๒๘.๖๙
๙๖.๒๓
,๘๗๓.๐๐
,๘๑๕,๐๖๐.๐๐
๕๘.๗๖
๙๙.๑๓
จ.พิจิตร
,๒๓๘.๒๐
,๖๖๓,๙๕๙.๘๒
๒๔.๐๗
๕๘.๘๒
,๑๖๑.๗๐
๔๘๙,๐๕๑.๑๐
๕.๙๗
๔๗.๙๗
จ.พิษณุโลก
,๙๒๕.๐๐
,๔๗๑,๓๐๐.๐๐
๑๓.๒๙
๔๖.๓๒
,๗๔๙.๐๐
๒๖๕,๙๐๐.๐๐
๓.๒๔
๖๘.๒๙
จ.สระบุรี
,๒๕๙.๙๐
,๐๑๑,๕๕๖.๐๐
๙.๑๔
๓๙.๗๙
,๒๔๘.๕๐
๙๑,๒๐๐.๐๐
๑.๑๑
๗๙.๖๕
จ.กำแพงเพชร
๓๔๖.๐๐
๙๘๒,๑๐๐.๐๐
๘.๘๗
๕๕.๕๘
๓๖๘.๐๐
๖๙๓,๔๕๓.๐๐
๘.๔๖
๓๓.๒๕
จ.จันทบุรี
,๐๔๕.๐๐
๘๘๐,๑๗๑.๐๐
๗.๙๕
๕๗.๑๕
,๐๘๑.๐๐
๔๙๔,๕๙๓.๐๐
๖.๐๔
๔๘.๑๕
ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร (ปี ๒๕๕๖)




รูปห้าเหลี่ยม: ปี ๕๔ ร้อยละ ๘.๘๗
ปี ๕๕ ร้อยละ ๘.๔๖
รูปห้าเหลี่ยม:  ปี ๕๔ ร้อยละ ๑๓.๒๙
 ปี ๕๕ ร้อยละ ๓.๒๔
รูปห้าเหลี่ยม:  ปี ๕๔ ร้อยละ ๒๔.๐๗
 ปี ๕๕ ร้อยละ ๕.๙๗
รูปห้าเหลี่ยม: ปี ๕๔ ร้อยละ ๙.๑๔
ปี ๕๕ ร้อยละ ๑.๑๑
รูปห้าเหลี่ยม:  ปี ๕๔ ร้อยละ ๒๘,๙๖
 ปี ๕๕ ร้อยละ ๕๘,๗๖
รูปห้าเหลี่ยม: ปี ๕๔ ร้อยละ ๗.๙๕
ปี ๕๕ ร้อยละ ๖,๐๔
รูปที่ ๑ ร้อยละผลผลิตที่ได้ต่อทั้งประเทศของจังหวัดที่มีพื้นที่การเพาะปลูกมะยงชิดสูง ๖ อันดับแรก
ข้อมูลทั่วไปของมะยงชิด
          มะยงชิดจัดเป็นพืชกลุ่มเดียวกับมะปราง แต่เนื่องจากการปลูกโดยใช้เมล็ดจึงเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นมะปรางจึงถูกเรียกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม มะปรางเป็นผลไม้พื้นเมืองนิดหนึ่งของประเทศไทย เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะม่วง มะกอก มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ได้แก่ พม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย ปัจจุบันมีผู้นิยมปลูกมะปรางกันมาก มะปรางจึงมีบทบาทมากขึ้นในตลาดผลไม้ของประเทศไทย
รูปที่ ๒  ผลมะยงชิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สำหรับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพืชตระกูลมะปรางหวาน-มะยงชิด มีดังนี้
ชื่อสามัญ         :         Marian plum
          ชื่อวิทยาศาสตร์  :         Bouae burmanica Griff.
          ตระกูล           :         ANACARDIACEAE
ลักษณะโดยทั่วไปของต้นมะยงชิด คือ จะมีทรงต้นค่อนข้างแหลมถึงทรงกระบอก สูงประมาณ ๑๕ –๓๐ เมตร กิ่งก้านสาขาทึบ มีระบบรากแก้วแข็งแรง จึงทนอยู่ในสภาพแห้งแล้งได้ดี ใบคล้ายใบมะม่วงแต่เล็กกว่าและเรียวยาว สำหรับดอก จะมีลักษณะเป็นช่อ ดอกย่อมมีขนาดเล็ก ประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศและดอกตัวผู้ เมื่อดอกบานจะมีสีเหลือง ในประเทศไทย ดอกมะปรางจะบานช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ส่วนผลมะปรางจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ขนาดผลมีตั้งแต่เท่าผลพุทราเจดีย์ถึงขนาดไข่เป็ด ลักษณะเป็นทรงกลมรูปไข่ ปลายค่อนข้างเรียวแหลม ผลอ่อนมีสีเขียวจางๆ ผลโตจะมีสีเขียวเข้ม เหลืองแดง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เปลือกผลนิ่ม รสชาติจะมีทั้งหวาน หวานอมเปรี้ยว หวานมัน และเปรี้ยวจัด
รูปที่ ๓  ลักษณะของลำต้น ใบ ดอก และผลอ่อนมะยงชิด
ประเภทของมะปราง
          มะปรางที่ปลูกในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตามขนาดของผลและรสชาติได้ ดังนี้
๑.      แบ่งตามขนาดของผล มี ๒ ชนิด ดังนี้
๑.๑  ชนิดผลเล็ก  มะปรางชนิดนี้มีผลขนาดเล็ก ปลูกกันมากทั่วประเทศ ขนาดของผลกว้างประมาณ
        ๒.๕-๓.๕ เซนติเมตร ยาว ๓-๔ เซนติเมตร มีจำนวนผลมากกว่า ๒๕ ผลต่อกิโลกรัม
๑.๒  ชนิดผลใหญ่  มะปรางชนิดนี้มีผลขนาดใหญ่ มีการปลูกเพื่อการค้าในบางจังหวัด เช่น สุโขทัย
       พิษณุโลก พิจิตร อ่างทอง นนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี เป็นต้น ขนาดผลกว้างมากกว่า
       ๓.๕ เซนติเมตร มีจำนวนผลน้อยกว่า ๒๕ ผลต่อกิโลกรัม มะปรางชนิดผลใหญ่เหมาะที่จะปลูก
       เพื่อการค้า เพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงและมีราคาดีกว่ามะปรางชนิดผลเล็กหลายเท่า
๒.      แบ่งตามรสชาติของผล มี ๓ ประเภท ดังนี้
๒.๑  มะปรางเปรี้ยว  เป็นมะปรางที่มีรสเปรี้ยวทั้งผลดิบและผลสุก ขนาดของผลมีทั้งชนิดผลเล็กและ
       ผลใหญ่ เหมาะที่จะนำมาแปรรูปเป็นมะปรางดอง มะปรางแช่อิ่ม และน้ำมะปรางมากกว่า
       บริโภคสด
๒.๒  มะปรางหวาน   มะปรางชนิดนี้มีรสหวานทั้งผลดิบและผลสุก มีทั้งชนิดผลเล็กและชนิดผลใหญ่
       ซึ่งปริมาณความหวานจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์
๒.๓  มะยง  เป็นมะปรางที่มีรสชาติหวานและเปรี้ยวอยู่ในผลเดียวกัน หรือเรียกว่าหวานอมเปรี้ยว มี
       ทั้งชนิดผลเล็กและผลใหญ่ ซึ่งจะมีรสชาติหวานมากกว่าเปรี้ยวหรือเปรี้ยวมากกว่าหวานแตกต่าง
       กันในแต่ละสายพันธุ์ โดยถ้ามีรสหวานมากกว่าเปรี้ยว จะเรียกว่า “มะยงชิด” และถ้ามีรสเปรี้ยว
       มากกว่าหวาน จะเรียกว่า “มะยงห่าง”
สำหรับพันธุ์ของมะยงชิดที่นิยมปลูกกันมากจะมีอยู่ ๓ สายพันธุ์หลักๆ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์


การปลูกมะยงชิด
          สำหรับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและเจริญเติบโตของมะยงชิด คือ ดินร่วนหรือดินปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง ๕.-.๕ มีการระบายน้ำที่ดี แต่มะยงชิดก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพดินได้หลายชนิด ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการปลูกมะยงชิดควรอยู่ที่ ๒๐-๓๐ องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ยตลอดปี ซึ่งอุณหภูมิจะมีส่วนสำคัญต่อการแทงช่อดอก การติดผล และระยะเวลาการสุกของมะปรางหวาน-มะยงชิด (ในช่วงเวลาที่อุณหภูมิต่ำ จะช่วยให้มะปรางหวาน-มะยงชิด มีการออกดอก ติดผลได้ดี) นอกจากนี้ มะปรางหวาน-มะยงชิด เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งที่มีแสงแดดรำไรจนถึงแสงแดดกลางแจ้ง แต่พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกมะปรางหวาน-มะยงชิด ควรมีฤดูฝนสลับกับฤดูแล้ง (หนาวและร้อน) อย่างเด่นชัด เพราะในช่วงแล้งเป็นช่วงที่ช่วยให้มะปรางหวาน-มะยงชิด มีการพักตัว ชะงักการเจริญเติบโตทางใบและกิ่ง ส่วนในช่วงระยะเวลาการออกดอก ติดผล มะปรางหวาน-มะยงชิด มีความต้องการน้ำในการเจริญเติบโตของผล ถ้าหากขาดน้ำจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและร่วงง่าย ทำให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร
          มะปราง/มะยงชิด เป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย ไม่ต้องมีการดูแลเอาใจใส่มากเหมือนการปลูกพืชชนิดอื่น เพราะหลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ ๓-๕ ปี มะยงชิดจะสามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การจะปลูกมะยงชิดเพื่อการค้าให้ได้ผลดีในปัจจุบันนั้น หลังจากปลูกลงแปลงหรือลงสวนแล้ว ควรจะต้องมีการดูแลเอาใจใส่ให้ต้นมะยงชิดเจริญเติบโตได้ดี มีต้นสมบูรณ์แข็งแรง มีการติดดอกออกผลที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอทุกปี ในแต่ละปีมะยงชิดจะมีการออกดอก ๒-๓ รุ่น โดยรุ่นแรกจะออกดอกเดือนพฤศจิกายน เละไปเก็บผลผลิตประมาณปลายเดือนมกราคม รุ่นที่ ๒ จะออกดอกช่วงเดือนธันวาคม ไปเก็บผลผลิตเอาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธุ์ และรุ่นที่ ๓ คือดอกจะออกต้นเดือนมกราคม และไปเก็บผลผลิตเดือนมีนาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในปีนั้นๆ ด้วย สำหรับการปฏิบัติดูแลรักษานั้น โดยปกติแล้วชาวสวนจะมีเคล็ดลับและวิธีการดูแลต้นมะยงชิดให้ออกดอกติดผลแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะมีปฏิทินการปฏิบัติดูแลรักษาต้นมะยงชิด ดังนี้ 
๑.      การปฏิบัติเพื่อเตรียมความสมบูรณ์ของต้นหลังการเก็บเกี่ยว
·       เมษายน-พฤษภาคม
เป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงต้องเร่งบำรุงต้นให้สมบูรณ์ จึงเริ่มต้นจาก การตัดแต่งกิ่ง โดยตัดกิ่งที่โรคแมลงทำลายเสียหาย เช่น กิ่งแห้ง กิ่งฉีกหัก กิ่งน้ำค้าง กิ่งซ้อนกันออก การกำจัดวัชพืช โดยทำความสะอาดแปลงและกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย จะใส่เมื่อตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชแล้ว ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการแตกยอดใหม่ โดยใส่ปุ๋ยคอก อัตรา ๑-๓ ปี๊ป/ต้น ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร ๑๕-๑๕-๑๕ อัตรา ๒ กิโลกรัม/ต้น  การให้น้ำ คือ ให้น้ำตามปกติ อย่าปล่อยให้ขาดน้ำ



·       มิถุนายน-สิงหาคม
เป็นระยะที่มะปรางแตกใบอ่อนและเจริญเติบโตทางใบ จึงเน้นการป้องกันกำจัดโรคและแมลง โดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนส ราดำ ราแป้ง ซึ่งจะทำลายใบและกิ่ง ถ้ามีการระบาดแนะนำให้ใช้เบนโนมิล แคพแทน แมนโคเซป ส่วนแมลงที่ทำลายใบและลำต้นเช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงค่อมทอง เพลี้ยจักจั่น ถ้ามีการระบาดแนะนำให้ใช้สารเคมีป้องกันจำพวก คาร์บาริล การให้น้ำ ถ้าฝนทิ้งช่วง อายุ ๑ ปีขึ้นไป ให้น้ำ ๕-๗ วัน/ครั้ง การกำจัดวัชพืช ดูแลอย่าให้วัชพืชขึ้นรก เพราะจะเป็นแหล่งสะสมโรคแมลงให้น้ำถ้าฝนทิ้งช่วง
·       กันยายน-ตุลาคม
เป็นระยะที่ใบเริ่มแก่จัด ต้นมะปรางจะเข้าสู่ ระยะฟักตัวและสะสมอาหาร การปฏิบัติดูแลรักษาช่วงนี้ ควรงดการให้น้ำถ้าเป็นในที่ลุ่ม ปลูกแบบยกร่อง ให้ลดระดับน้ำในร่อง เพื่อให้พืชฟักตัวสะสมอาหารและไม่แตกใบอ่อน การใส่ปุ๋ยใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยในการสร้างตาดอก ใช้สูตร ๑๒-๒๔-๑๒ และ งดการใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง ถ้าต้นมะปรางอายุ ๔-๕ ปี ใส่ปุ๋ยอัตรา ๐.๕ กิโลกรัม/ต้น การกำจัดวัชพืช ให้กำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มออกให้หมด
๒.      การปฏิบัติในช่วงการออกดอก ติดผลอ่อน
รูปที่ ๔  การออกดอก ติดผลอ่อนของมะยงชิด
·       พฤศจิกายน
เป็นช่วงระยะเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบานในช่วงปลายเดือน ดังนั้น การให้น้ำ จะต้องระมัดระวัง โดยเริ่มให้น้ำเล็กน้อยเมื่อแทงช่อดอกยาวประมาณ ๗ เซนติเมตร แค่หน้าดินเปียกและให้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ดอกมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ติดผลดี การป้องกันกำจัดโรคแมลง ควรป้องกันกำจัดแมลงประเภทเพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงค่อมทอง ครั้งที่ ๒ ช่อดอกยืดแล้วแต่ยังไม่บาน การปฏิบัติอื่นๆ เช่น ในช่วงที่มะปรางเริ่มแทงช่อดอก ให้นำปุ๋ยคอกสดๆ มากองในสวนเพื่อเลี้ยงแมลงวัน สำหรับช่วยในการผสมเกสร




·       ธันวาคม
เป็นระยะที่ดอกทยอยบานและติดผลขนาดเล็ก จึงต้องปฏิบัติดูแลรักษาเป็นกรณีพิเศษ โดยการให้น้ำเมื่อติดผลแล้วให้เพิ่มปริมาณน้ำมากขึ้นที่ละน้อย อย่าให้แบบทันที่ซึ่งอาจมีผลต่อการร่วงของผลอ่อน การใส่ปุ๋ย เมื่อติดผลอ่อนขนาดหัวไม้ขีด ให้ใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตของผล คือ ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีตัวท้ายสูง เช่น ๑๓-๑๓-๒๑ อัตรา ๑-๒ กิโลกรัม/ต้น (ประมาณตามอายุ/ขนาดของทรงพุ่ม) การป้องกันกำจัดโรคแมลง เมื่อดอกบาน ให้หยุดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงทุกชนิดทันที ระยะผลโตขนาดหัวไม้ขีด ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย โดยใช้คาร์บาริล และผสมสารเคมีป้องกันกำจัดโรครา เช่น เบนโนบิล ไธอะเบนดาโซลป้องกันโรคแอนแทรคโนส ราดำ ราแป้ง
๓.      การปฏิบัติในช่วงผลกำลังเจริญเติบโต
รูปที่ ๕  ผลมะยงชิดในช่วงการเจริญเติบโต
·       มกราคม
เป็นระยะที่ผลกำลังเจริญเติบโต การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ๓-๕ วัน/ครั้ง การป้องกันกำจัดโรคแมลง ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย โดยใช้คาร์บาริล และผสมสารเคมีป้องกันกำจัดโรคราเช่น เบนโนบิล ไธอะเบนดาโซล ป้องกันโรคแอนแทรคโนส ราดำ ราแป้ง ให้ห่อผลเมื่อผลอายุ ๓ อาทิตย์ เพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้ นก และเพื่อเพิ่มคุณภาพผล








๔.      การปฏิบัติในช่วงผลแก่และเก็บเกี่ยว
รูปที่ ๖  ผลมะยงชิดในระยะพร้อมเก็บเกี่ยว

·       กุมภาพันธ์
เป็นระยะผลเริ่มแก่และเก็บเกี่ยว นับเวลาจากดอกบานถึงผลแก่ ประมาณ ๗๕ วัน ขึ้นกับพันธุ์และสิ่งแวดล้อม (อุณหภูมิความชื้น) การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและลดปริมาณให้น้อยลงเมื่อผลเริ่มแก่ แต่ต้องสม่ำเสมอเพื่อป้องกันผลแตกเมื่อมีฝนหลงฤดูการใส่ปุ๋ย ในระยะที่มะปรางเริ่มเข้าไคล ควรใส่ปุ๋ยเพิ่มคุณภาพของผล คือใส่ปุ๋ยเคมี สูตร ๑๓-๑๓-๒๑ อัตรา ๑-๒ กิโลกรัม/ ตัน และปุ๋ยทางใบ สูตร ๑๓-๐-๔๖ หรือ ๑๐-๒๐-๓๐ อัตรา ๒-๓ ช้อนแกงต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ฉีด ๒ ครั้ง ห่างกัน ๑ สัปดาห์ การป้องกันและกำจัดโรคแมลง ควรมีการห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้ และนกจิกกิน
·       กุมภาพันธ์-มีนาคม
เป็นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต การเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวผลที่แก่ คือมีลักษณะบริเวณขั้วของผลจะมีสีเหลืองเข้ม โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เก็บผลให้มีก้านติดมาด้วยอย่างน้อย ๔-๕ เซนติเมตร แล้วนำมาไว้ที่ร่ม ระวังจะช้ำเนื่องจากมะปรางเป็นผลไม้ผิวบาง
จากปฏิทินการดูแลรักษาต้นมะยงชิดดังกล่าว สามารถนำมาสรุปเป็นตารางการดูแลมะยงชิดในรอบปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนมีนาคมได้ดังตางรางที่ ๒ นอกจากนั้นเกษตรกรยังต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษในช่วงที่มะยงชิดกำลังออกดอกและติดผลอีกด้วยดังแสดงในตารางที่ ๓ เกษตรกรเรียกระยะนี้ว่า ๒๐ วันอันตรายซึ่งต้องดูแลรักษาดอกมะยงชิดเป็นพิเศษไม่ให้หลุดร่วง หากผ่านช่วงนี้ไปได้ดอกมะยงชิดจะติดลูกให้ผลผลิตแก่เกษตรกรได้




ตารางที่ ๒ การดูแลมะยงชิดในรอบปี
เดือน
รายการ
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
๑.      เตรียมความสมบูรณ์ของต้นหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยการตัดแต่งกิ่ง การกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการแตกยอดใหม่
ü  
ü  










๒.      ระยะแตกใบอ่อนและเจริญเติบโตทางใบ เน้นการป้องกันกำจัดโรคและแมลง และการกำจัดวัชพืช


ü  
ü  
ü  







๓.      ระยะที่ใบเริ่มแก่จัด ต้นมะปรางเข้าสู่ระยะฟักตัวและสะสมอาหาร งดการให้น้ำและงดใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง





ü  
ü  





๔.      ระยะเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบาน เริ่มให้น้ำเล็กน้อยและต่อเนื่อง ป้องกันกำจัดแมลงประเภทเพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงค่อมทอง ในช่วงที่มะปรางเริ่มแทงช่อดอก ให้นำปุ๋ยคอกสดๆ มากองในสวนเพื่อเลี้ยงแมลงวัน สำหรับช่วยในการผสมเกสร







ü  




๕.      ระยะที่ดอกทยอยบานและติดผลขนาดเล็ก มีการใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตของผล เมื่อดอกบานให้หยุดการพ่นสารเคมีทุกชนิดทันที








ü  



๖.      ระยะที่ผลกำลังเจริญเติบโต ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ควรมีการห่อผล เมื่อผลอายุ ๓ อาทิตย์ เพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้









ü  


๗.      ระยะที่ผลเริ่มแก่ นับเวลาจากดอกบานถึงผลแก่ประมาณ ๗๕ วัน ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและลดปริมาณลงเมื่อผลเริ่มแก่ ควรใส่ปุ๋ยเพิ่มคุณภาพของผลและมีการห่อผล










ü  

๘.      ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต










ü  
ü  

ตารางที่ ๓ ตารางแสดงการเจริญเติบโตของดอกมะยงชิดจนถึงการเก็บเกี่ยว
วัน
รายการ
๑-๕
๖-๑๐
๑๑-๑๕
๑๖-๒๐
๒๑-๒๕
๒๖-๓๐
๓๑-๓๕
๓๖-๔๐
๔๑-๔๕
๔๖-๕๐
๕๑-๕๕
๕๖-๖๐
๖๑-๖๕
๖๖-๗๐
๗๑-๗๕
๗๖-๘๐
๘๑-๘๕
๑.      ดอกออกตามยอดหรือซอกใบจะมีตุ่มสีเหลืองขุ่น แล้วแตกเป็นช่อ ช่วงนี้ควรงดการให้น้ำ ให้แตกตาดอกก่อน จากนั้น ช่อดอกเริ่มขยายก้านช่อดอกยาวขึ้น
ü  
















๒.      คลี่ช่อดอกแตกไข่ปลา เหยียดก้านดอก ดอกจะบานหมดช่อ และผสมเกสร

ü  















๓.      กลีบดอกเริ่มดำ ร่วง จะเห็นตุ่มเขียวเล็กๆ ที่โคนดอก ถ้าดอกนั้นผสมติดลูก ตุ่มเขียวเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จะเห็นผลอ่อนเป็นเมล็ดเล็กสีแดง ขนาดเท่าหัวไม้ขีด ระยะนี้ใช้สารละลายไคโตซานฉีดพ่นตอนเช้า เพื่อเพิ่มการติดผล


ü  














วัน
รายการ
๑-๕
๖-๑๐
๑๑-๑๕
๑๖-๒๐
๒๑-๒๕
๒๖-๓๐
๓๑-๓๕
๓๖-๔๐
๔๑-๔๕
๔๖-๕๐
๕๑-๕๕
๕๖-๖๐
๖๑-๖๕
๖๖-๗๐
๗๑-๗๕
๗๖-๘๐
๘๑-๘๕
๔.      ผลจะขยายเท่าเมล็ดถั่วเขียว



ü  













๕.      ผลโตขึ้นเท่าหัวแม่มือ ผลที่เป็นผิวสีเหลืองจะร่วงหล่นไป เป็นการสลัดลูกครั้งที่ ๑




ü  












๖.      ผลสีเขียวจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขนาดเท่าลูกปิงปอง และมีการสลัดลูกครั้งที่ ๒ ระยะนี้ใช้สาร
ไคโตซานฉีดพ่น ช่วงเช้า หรือเย็น เพื่อเพิ่มการติดผล และ ผลที่เหลือจะใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว





ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  
ü  

๗.      เก็บเกี่ยวผลมะยงชิดที่แก่
















ü  
ตารางที่ ๓ ตารางแสดงการเจริญเติบโตของดอกมะยงชิดจนถึงการเก็บเกี่ยว (ต่อ)



การขยายพันธุ์มะปราง/มะยงชิด
มะปรางเป็นไม้ผลที่มีการเจริญเติบโตช้า ขยายพันธุ์ได้ยากและใช้เวลาในการขยายพันธุ์ยาวนานกว่าไม้ผลที่สำคัญบางชนิด เช่น มะม่วง ส้มโอ และขนุน อย่างไรก็ตามมะปรางสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอน การทาบกิ่งการต่อกิ่ง การติดตา และการปักชำ ซึ่งการเพาะเมล็ดมีข้อจำกัดตรงที่มีการกลายพันธุ์จากมะปรางหวานอาจกลายเป็นมะปรางเปรี้ยวหรือหวานอมเปรี้ยว และจากมะปรางผลใหญ่อาจกลายเป็นมะปรางชนิดผลเล็ก มีส่วนน้อยที่การกลายพันธุ์ไปในทางที่ดีกว่าต้นพ่อแม่พันธุ์ และนอกจากนี้การปลูกจากต้นเพาะเมล็ดจะใช้เวลาประมาณ ๘ ปี จึงจะเริ่มออกดอกติดผลการตอนมีข้อจำกัดตรงที่กิ่งตอนจะไม่มีรากแก้ว จะต้องมีการเสริมรากภายหลัง ส่วนการทาบกิ่ง การต่อกิ่งและการติดตา จะต้องดำเนินการเพาะต้นตอมะปรางก่อน และการปักชำนั้นจะได้ต้นกล้าที่ไม่มีรากแก้ว จะต้องมีการเสริมมากภายหลังเช่นกัน การขยายพันธุ์มะปรางที่นิยมปฏิบัติกันมากในขณะนี้จะเป็นการทาบกิ่งและการต่อกิ่ง ซึ่งการขยายพันธุ์แต่ละวิธีมีวิธีการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
๑.      การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถขยายพันธุ์มะปรางได้จำนวนมาก มีข้อเสียที่มีการกลายพันธุ์
๒.      การตอน เป็นวิธีการทำให้มะปรางออกรากในขณะที่กิ่งยังติดอยู่กับต้นพันธุ์ดี เป็นวิธีที่ปฏิบัติมานานแล้ว แต่มีข้อจำกัดที่กิ่ง ตอนไม่มีรากแก้ว การเพาะเมล็ดหรือต้นทาบกิ่งอาจเจริญเติบโตช้า หรือโค่นล้มได้ง่าย
๓.      การทาบกิ่ง เป็นวิธีการขยายพันธุ์มะปรางที่นิยมปฏิบัติมากที่สุดเพราะจะได้ต้นมะปรางพันธุ์ดีที่ระบบรากแก้วจากต้นตอ สามารถคัดเลือกกิ่งพันธุ์ดีได้ค่อนข้างใหญ่และยาวกว่ากิ่งปักชำ ให้มีการกลายพันธุ์และให้ผลผลิตเร็วประมาณ ๔-๕ ปี หลังจากปลูก นอกจากนี้การทาบกิ่งมะปรางให้เทคนิคและความชำนาญน้อยกว่าการต่อยอด และการติดตา ทั้งนี้เพราะทั้งกิ่งพันธุ์และต้นตอมะปรางต่างก็มีรากคอยเลี้ยงต้นเดิม อยู่แล้ว โดยที่ต้นตอมะปรางที่ใช้ทาบกิ่งจะปลูกอยู่หรือถูกอัดขุยมะพร้าวที่มีความชื้นอยู่เสมอในถุงพลาสติกหรือในภาชนะพลาสติกขนาดเล็ก ส่วนของกิ่งพันธุ์ดีก็เป็นต้นมะปรางที่ปลูกอยู่กับต้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการทาบกิ่งมีข้อจำกัดตรงที่จะต้องมีการเพาะกล้าต้นมะปรางเป็นต้นตออายุ ๖ เดือน – ๑ ปีก่อน จึงนำมาทาบกิ่งได้
๔.      การต่อกิ่งหรือการเสียบยอด การต่อกิ่ง หรือการเปลี่ยนยอดมะปราง เป็นวิธีการขยายพันธุ์มะปรางที่นิยมปฏิบัติมากอีกวิธีหนึ่ง สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมาก และเป็นการประหยัดกิ่งพันธุ์ดีหรือยอดพันธุ์ดีได้ดีกว่าการตอนและการทาบกิ่ง
๕.      การติดตา เป็นการนำตาของมะปรางที่สมบูรณ์เพียงตาเดียวจากต้นพันธุ์ดีไปสอดใส่ลงบนส่วนของมะปรางอีกต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นตอและเมื่อส่วนของมะปรางทั้งสองเชื่อมติดกันและเจริญเติบโตเป็นต้นเดียวกันแล้ว จากตาพันธุ์ดีเพียงตาเดียวจะทำหน้าที่เป็นยอดของต้นใหม่และมีส่วนต้นตอเป็นรากของมะปรางต้นใหม่ด้วย ต้นตอมะปรางที่จะนำมาติดตานั้นควรเป็นต้นตอที่ใส่ถุงเลี้ยงอยู่ในเรือนเพาะชำอายุ ๑-๒ ปี หรือเป็นต้นตอเพาะเมล็ดที่ปลูกลงแปลง ในสภาพสวนแล้ว ๑-๒ ปี ก็สามารถติดตาได้ การติดตามะปรางนั้นต้องใช้ความชำนาญค่อนข้างสูง ตามะปรางบอบซ้ำได้ง่าย ผู้ติดตาต้องใช้มีดที่คม สะอาดและปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง
๖.      การปักชำ มะปรางเป็นไม้ผลที่มีกิ่งหรือยอดเล็ก ๆ จำนวนมาก สามารถนำมาปักชำให้ออกรากเป็นมะปรางต้นใหม่ได้ ไม่มีการกลายพันธุ์ประหยัดยอดพันธุ์ได้ดีกว่าการตอนและการทาบกิ่ง และสามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมาก
โรคและแมลงศัตรูพืช
          โดยทั่วไป มะปราง/มะยงชิด เป็นไม้ผลที่มีโรคและแมลงทำลายน้อยหรือค่อนข้างจะทนต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด แต่การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชที่จะมารบกวนมะยงชิดแต่เนิ่นๆ ย่อมทำให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และทำให้ต้นมะยงชิดเหล่านั้นมีอายุยืน ให้ผลได้นาน ซึ่งโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของมะยงชิด มีดังนี้
๑.      โรคแอนแทรคโนส
       สาเหตุของโรคแอนแทรคโนสเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. ซึ่งสามารถทำลายได้เกือบทุกส่วนของมะปราง ไม่ว่าจะเป็นต้นกล้าเล็กๆ ยอดอ่อน ใบอ่อน กิ่งอ่อน ช่อดอก ดอก ผลอ่อน จนถึงผลแก่ และผลมะปรางหลังการเก็บเกี่ยว โรคนี้จะระบาดมากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมของโรคนี้จะอยู่ระหว่าง ๒๗-๓๒ องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าโรคแอนแทรคโนสระบาดรุนแรงก็จะทำให้เกิดอาการใบแห้ง ใบบิดเบี้ยวร่วงหล่น ช่อดอกแห้งไม่ติดผล ผลอาจจะร่วงหรือผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยว
       ลักษณะอาการของโรคแอนแทรคโนส ในระยะต้นกล้า จะพบอาการของโรคนี้ได้ทั้งที่ใบและต้น อาการบนใบเริ่มแรกจะเป็นจุดเล็กๆ บนใบอ่อน ทำให้มองเห็นว่าใสกว่าเนื้อใบรอบๆ จุดนั้น แล้วขยายออกเป็นวงกว้างขนาดต่างๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นและความอ่อนแก่ของใบ จะเห็นขอบแผลชัดเจน เป็นสีน้ำตาลเข้ม ในสภาพความชื้นสูง แผลที่เกิดบนใบอ่อนมากๆ จะมีขนาดใหญ่ ขยายออกได้รวดเร็ว และมีจำนวนแผลมากติดต่อกันทั้งใบ ทำให้ใบแห้งทั้งใบและบิดเบี้ยวเมื่อใบแก่ขึ้น ส่วนอาการที่ยอดอ่อนหรือกิ่งแขนง จะเป็นแผลสีน้ำตาลค่อนข้างดำ ลักษณะแผลเป็นรูปไข่ยาวไปตามความยาวของลำต้น หากอาการของโรครุนแรง แผลจะขยายอย่างรวดเร็ว จะทำให้ยอดแห้งเป็นสีน้ำตาลและแห้งตายในที่สุด
       ในระยะต้นโต เชื้อราจะเข้าทำลายบนใบอ่อน ยอดอ่อนหรือช่อดอก ลักษณะอาการคล้ายๆ กับในระยะต้นกล้า สำหรับช่อดอกจะมีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลดำประปรายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วงไม่ติดผล และผลอ่อนอาจจะถูกโรคนี้เข้าทำลาย ทำให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น ส่วนผลที่มีขนาดโตขึ้นแต่ยังไม่แก่ ก็สามารถเป็นโรคแอนแทรคโนสได้หากมีความชื้นสูงและอุณหภูมิพอเหมาะ ซึ่งลักษณะอาการบนผลจะเป็นจุดสีดำ รูปร่างกลมรีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุดจนถึงการเก็บเกี่ยวผลสุก ในระหว่างการรักษาในหีบห่อที่บรรจุเพื่อการขนส่ง ถ้ามีความชื้นสูงจะพบโรคแอนแทรคโนสกับผลมะปรางได้
โรคแอนแทรคโนสสามารถป้องกันกำจัดได้โดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชหลายชนิด เช่น สารเบนโนมิค แมนโคเซ็พ แคปแทนคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ เป็นต้น ในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะในฤดูฝน เชื้อโรคจะระบาดได้มาก ควรมีการพ่นสารดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้วิธีการพ่นสลับกันบ้างตามความเหมาะสม นอกจากนี้ควรมีการตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่เป็นโรคเอาไปเผาไฟ และถ้าเป็นไปได้ควรคัดเลือกแต่กิ่งหรือยอดพันธุ์ที่ไม่มีอาการของโรคแอนแทรคโนสมาขยายพันธุ์
๒.      โรคราดำ
       โรคนี้จะพบทั่วๆ ไปในแหล่งปลูกมะม่วงและมะปราง สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อราดำ ซึ่งเชื้อเราดำเหล่านี้ไม่ได้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชโดยตรง แต่อาจมีผลต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูที่มะปรางออกดอก หากมีราดำขึ้นปกคลุมดอก ก็จะส่งผลให้มะปรางไม่สามารถผสมเกสรได้ เนื่องจากเชื้อราดำขึ้นปกคลุมปลายเกสรตัวเมียไว้ โดยปกติทั่วไปแล้วเชื้อราดำมีอยู่ทั่วไปในอากาศ แต่ไม่สามารถจะเจริญขึ้นบนใบหรือช่อดอกของมะปรางได้ หากไม่มีแมลงพวกปากดูด ซึ่งได้แก่ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และแมลงปากดูดอื่นๆ แมลงเหล่านี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของมะปรางตั้งแต่ยอดอ่อน ช่อดอก แล้วจะถ่ายสารซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำหวานออกมาฟุ้งกระจายไป เคลือบตามบริเวณใบและช่อดอก ซึ่งเชื้อราดำในอากาศก็จะสามารถขึ้นได้ มีผลทำให้การติดดอกออกผลของมะปรางลดลงหรือไม่ติดผลเลย
       เนื่องจากโรคราดำเกิดจากแมลงเป็นสาเหตุสำคัญ ฉะนั้นการป้องกันกำจัดจึงควรมีการป้องกันกำจัดแมลงพวกเพลี้ยจักจั่นหรือแมลงชนิดปากดูดอื่นๆ ในช่วงที่มะปรางเริ่มแทงช่อดอกด้วยสารเคมีพวกสารคาร์บาริล ๘๕% หรือสารคาร์โบซัลแฟน อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ในช่วงก่อนที่มะปรางจะออกดอกครั้งหนึ่งก่อน หากพบว่ามีการทำลายจากแมลงปากดูดอีก ควรพ่นสารเคมีอีกครั้งในระยะดอกตูม ส่วนราดำควรพ่นพวกแคปแทน แมนโคเซ็พ หรือคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์
๓.      โรคขอบใบแห้ง
       โรคนี้จะพบในช่วงฤดูแล้ง ลักษณะอาการเริ่มแรกของโรคนั้น ปลายใบหรือขอบใบของมะปรางจะมีสีน้ำตาลอ่อน ขอบแผลจะเรียบหรือมีคลื่นเล็กน้อย สาเหตุของโรคอาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ในช่วงฤดูแล้งอากาศร้อน หากมะปรางขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้ใบมีการคายน้ำมากเกินไป บริเวณปลายใบและขอบใบก็จะเกิดอาการแห้งได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากรากมะปรางถูกทำลายโดยแมลงในดินหรือลำต้นถูกลมพัดโยกจนทำให้รากของมะปรางบางส่วนขาดไป หรืออาจมีเพลี้ยไฟมาดูดกินน้ำเลี้ยงในช่วงมะปรางแตกใบอ่อน
       โรคขอบใบแห้งสามารถแก้ไขได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมในการปลูกมะปรางให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตตามปกติของมะปราง โดยคำนึงถึงสาเหตุที่เกิดอาการขอบใบแห้ง เช่น ถ้ามะปรางขาดน้ำ ก็ควรมีการให้น้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการของมะปราง เป็นต้น
๔.      โรคผลเน่า
       ลักษณะอาการผลเน่านี้ มักจะพบหลังจากผลมะปรางถูกแมลงวันทองเจาะทำลาย หรือผลมะปรางได้รับความกระทบกระเทือนในช่วงการเก็บเกี่ยว หรือช่วงขนส่ง บริเวณที่เป็นโรคนั้นผลจะนิ่มและมีสีดำหรือเทา
        สำหรับการป้องกันกำจัด ควรมีการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงวันทองหรือใช้วิธีการห่อผล มีการเก็บเกี่ยวและขนส่งด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ผลมะปรางกระทบกระเทือนมากนัก


๕.      เพลี้ยไฟ (Thrips)
·       ลักษณะการทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากดูดเจาะและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตาใบ ตาดอก โดยเฉพาะฐานรองดอกและขั้วของผลอ่อน ทำให้เซลล์บริเวณนั้นถูกทำลาย เช่น ใบมะปราง ถ้าถูกเพลี้ยไฟไปทำลาย จะพบว่าใบที่แตกใหม่จะแคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจจะร่วงตั้งแต่ยังเล็กๆ สำหรับใบที่มีขนาดใหญ่แล้ว เพลี้ยไฟมักเข้าทำลายตามขอบใบทำให้ใบม้วนงอ มีอาการปลายใบไหม้ ถ้าเป็นการทำลายที่ยอด จะทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อ และถ้าเป็นการทำลายตั้งแต่ระยะติดผล จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือติดผลน้อยและเป็นผลที่ไม่สมบูรณ์
·       รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก มีลำตัวยาว ๑-๒ มิลลิเมตร ตัวอ่อนมีสีเหลือง ตัวแก่มีสีน้ำตาลปนเหลือง ขอบปีกมีขนเป็นแผง และมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
รูปที่ ๗  เพลี้ยไฟ

·       การแพร่ระบาด
แมลงชนิดนี้ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศร้อนหรือแห้งแล้ง
·       พืชอาหาร
มะปราง มะม่วง และดอกมะลิ
·       การป้องกันกำจัด
๑.      ถ้าระบาดไม่มาก ให้ใช้กรรไกรตัดส่วนที่แมลงทำลายไปเผา ซึ่งโดยปกติแมลงพวกนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
๒.      ใช้สารเคมี ได้แก่ สารคาร์โบซัลแฟน เช่น พอสซ์ ในอัตราส่วน ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ
๒๐ ลิตร หรือใช้สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน ๘๕ ในอัตราส่วน ๔๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
๓.      ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟเข้ากำจัด ได้แก่ แมงมุม


๖.      เพลี้ยจักจั่น (Hopper)
·       ลักษณะการทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายใบอ่อน ยอดอ่อนและช่อดอก ซึ่งช่วงระยะที่ทำความเสียหายแก่มะปรางมากที่สุดจะเป็นช่วงที่มะปรางกำลังออกดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้ช่อดอกแห้ง ดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจากมะปรางอยู่นั้น จะถ่ายสารที่มีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบ ช่อดอก และบริเวณรอบๆ ต่อมาใบและช่อดอกเหล่านี้จะมีราดำปกคลุมมากๆ ก็จะส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ใบอ่อนที่ถูกดูดกินน้ำเลี้ยงจะบิดโค้งงอ ส่วนด้านใต้ใบตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง
·       รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยจักจั่นมะปราง ส่วนหัวจะโตและป้าน ลำตัวเรียวแหลมมาทางด้านหาง ทำให้ส่วนท้องเรียวเล็ก มองดูด้านบนเหมือนรูปลิ่ม ลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนเทา ตัวอ่อนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการ ชอบอยู่เป็นกลุ่มตามช่อดอกและใบ ตัวเต็มวัยเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก เพราะมีขาคู่หลังที่แข็งแรงทำให้กระโดดได้ค่อนข้างเร็ว
รูปที่ ๘  เพลี้ยจักจั่น
·       การแพร่ระบาด
เพลี้ยจักจั่นพบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่มีการปลูกมะปรางและมะม่วง สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ระบาดมากจะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงมกราคม
·       พืชอาหาร
มะปราง มะม่วง
·       การป้องกันกำจัด
๑.      ในแหล่งที่ปลูกมะปรางไม่มากและมะปรางต้นไม่สูงใหญ่เกินไปนัก ควรมีการเผาเศษหญ้าหรือกาบมะพร้าวใต้ต้นมะปรางในช่วงมะปรางเริ่มออกดอก เพื่อให้ควันไฟช่วยไล่เพลี้ยจักจั่นออกไปจากต้นมะปราง
๒.      ในแหล่งที่ปลูกมะปรางเป็นจำนวนมากควรใช้สารเคมี ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน ๘๕% WP ในอัตราส่วน ๖๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือใช้สารเฟอร์มาวิน เช่น แอมบุช ในอัตราส่วน ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นในระยะก่อนมะปรางออกดอก ๑ ครั้ง และเมื่อมะปรางเริ่มแทงช่อดอกอีก ๑ ครั้ง เมื่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงอีก เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร หมั่นตรวจดูช่อมะปรางอยู่เรื่อยๆ หากพบตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยอีก ควรมีการพ่นสารเคมีอีก ๑-๒ ครั้งหลังจากมะปรางเริ่มติดผล

๗.      แมลงค่อมทอง (Leaf eating weevil)
·       ลักษณะการทำลาย
แมลงชนิดนี้เมื่อเป็นตัวเต็มวัยสามารถทำลายพืชได้หลายชนิด ทั้งมะปรางและมะม่วง โดยเฉพาะมะปรางนั้น จะกัดกินใบพืชช่วงแตกใบอ่อน ลักษณะใบที่ถูกทำลายจะเว้าๆ แหว่งๆ ถ้ารุนแรงจะเหลือแค่ก้านใบ
·       รูปร่างลักษณะ
ตัวเต็มวัยเป็นด้วงงวงขนาดกลาง มีเส้นแบ่งกลางหัว อก และปีกชัดเจน ส่วนหัวสั้นทู่ยื่นตรง ไม่หุ้มเข้าใต้อก เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย สีของลำตัวจะเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และจะสามารถพบแมลงค่อมทองอยู่กันเป็นคู่ๆ หรือรวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อต้นมะปรางได้รับความกระทบกระเทือน แมลงค่อมทองจะทิ้งตัวลงสู่พื้น
รูปที่ ๙  แมลงค่อมทอง
·       การแพร่ระบาด
พบอยู่ทั่วๆ ไปในประเทศไทย ระบาดเกือบตลอดทั้งปี ช่วงที่พบว่ามีการระบาดมากเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม และเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
·       พืชอาหาร
มะปราง มะม่วง ส้มโอ ลำไย มะม่วงหิมพานต์ มะขามเทศ ฯลฯ


·       การป้องกันกำจัด
๑.      ตัวเต็มวัยของแมลงค่อมทองมีจุดอ่อน คือ ชอบทิ้งตัวเมื่อได้รับความกระทบกระเทือน ควรใช้สวิงรองอยู่ใต้กิ่งหรือใต้ใบแล้วเขย่าตัวเต็มวัยให้ตกลงในสวิง จากนั้นจึงนำไปทำลาย
๒.      กรณีที่พบการระบาดรุนแรงให้พ่นสารเคมี ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน ๘๕% WP ในอัตราส่วน ๖๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือสารเมธา ไมโดฟอส เช่น ทามารอน ๖๐๐ ๕๖% SL ในอัตราส่วน ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือใช้สารโมโนโครโตฟอส เช่น อะโซดริน ในอัตราส่วน ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรพ่นในช่วงที่มะปรางแตกใบอ่อนหรือช่วงที่มีแมลงค่อมทองระบาด

๘.      แมลงวันทอง (Fruit fly)
·       ลักษณะการทำลาย
แมลงวันทองเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของผลไม้ในเขตร้อนและกึ่งร้อนในประเทศไทย แมลงวันทองทำความเสียหายกับผลไม้หลายชนิด สำหรับมะปรางนั้น โดยปกติจะติดผลในช่วงฤดูหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีแมลงวันทองระบาดน้อย แต่เนื่องจากปัจจุบันสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมาก พื้นที่ปลูกมะปรางบางแห่งในบางปีมีอุณหภูมิต่ำในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงมะปรางใกล้สุก ประกอบกับแมลงวันทองมีพืชอาหารหลายชนิด นอกจากจะทำลายผลไม้หลายชนิดแล้วยังทำลายผลมะปรางด้วย โดยแมลงวันทองจะมาวางไข่ที่ผลมะปรางในช่วงมะปรางใกล้สุกจนถึงผลมะปรางสุกสีเหลือง ทำให้ภายในผลมะปรางมีหนอน จนเกิดผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด
·       รูปร่างลักษณะ
ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันปีกใส มีขนาดลำตัวยาว ๐.๘ เซนติเมตร ลักษณะเด่น คือ มีสีเหลืองสดที่ส่วนอกและท้อง เพศเมียจะมีอวัยวะวางไข่เรียวแหลมเห็นได้ชัดเจน หลังจากออกจากดักแก้ได้ ๘ วัน เพศเมียจะเริ่มผสมพันธุ์กับเพศผู้ในเวลาเย็นและเริ่มวางไข่ในวันที่ ๑๒ เฉลี่ยวันละ ๒๐-๕๐ ฟอง ไข่จะมีสีขาวขุ่น รูปร่างยาวรี ใช้เวลาประมาณ ๒-๓ วันในการฟักตัวเป็นหนอน และตัวหนอนจะเจริญเติบโตอยู่ในผล เป็นตัวหนอนมีลักษณะหัวท้ายป้าน ไม่มีขา และตามีสีขาวครีม หนอนมี ๔ ระยะ เมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ
๑๐ มิลลิเมตร อายุหนอน ๑ สัปดาห์ ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นดักแด้ ประมาณ ๑๒ วัน ก็เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย
รูปที่ ๑๐  แมลงวันทอง
·       การแพร่ระบาด
ในประเทศไทยพบทั่วทุกภาคและพบตลอดปี
·       พืชอาหาร
มีหลายชนิด ทั้งผลไม้และพืชผักที่สำคัญ เช่น มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ พุทรา ส้มโอ มะม่วง
หิมพานต์ มะละกอ ทับทิม ลำไย มะปราง มะไฟ ท้อ สาลี่ มะเดื่อ มะเขือเทศ และแตงเทศ เป็นต้น
·       การป้องกันกำจัด
๑.      เก็บผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่อยู่ใกล้สวนมะปราง รวมทั้งผลมะปรางที่ถูกแมลงวันทองทำลาย มาเผาทำลายหรือขุดหลุมฝังแล้วราดด้วยสารฆ่าแมลง
๒.      ใช้สารล่อแมลงวันทอง เช่น สารเมธิลยูจีนอลผสมสารฆ่าแมลง เช่น มาลาไธออนในอัตราส่วน เมธิลยูจีนอนต่อสารฆ่าแมลงอัตรา ๑:๑ โดยหยอดสารล่อและสารฆ่าแมลงลงบนสำลีและใส่ในกับดัก และเติมสารดังกล่าวทุกๆ ๑ เดือน ใน ๑ ไร่ จะใช้กับดัก ๕-๑๐ จุด โดยวางกลางทรงพุ่มของมะปราง ก่อนและหลังช่วงแมลงวันทองทำลายผลมะปราง ๑ เดือน
๓.      การห่อผล โดยใช้ถุงกระดาษสีขาวหรือถุงกระดาษฟางสีขาวห่อผลมะปรางก่อนที่จะสุก ๒๐-๓๐ วัน ซึ่งนอกจากจะป้องกันกำจัดแมลงวันทองได้ดีแล้วยังทำให้ผิวของมะปรางสวยอีกด้วย

๙.      เพลี้ยหอย (Scale insects)
·       ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยหอยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดใบ ช่อดอกและผลอ่อนของมะปราง เพลี้ยหอยจะเกาะอยู่เป็นกลุ่มๆ ทำให้เป็นรอยยุบเล็กน้อย ถ้าถูกทำลายมากจะทำให้มะปรางชะงักการเจริญเติบโต หรือผลมะปรางเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้ผิวมะปรางไม่สวย
·       รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยหอยมีชีวิตความเป็นอยู่และสืบพันธุ์คล้ายๆ กับเพลี้ยแป้ง ตัวแก่จะปกคลุมด้วยวัตถุแข็งและเหนียวคล้ายเกราะป้องกันตัว ภายในคล้ายสะเก็ดสีขาว เพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้
รูปที่ ๑๑  เพลี้ยหอย
·       การแพร่ระบาด
มีการแพร่ระบาดเฉพาะแหล่ง ส่วนใหญ่จะพบในสวนมะปรางที่ไม่ค่อยมีการฉีดพ่นสารเคมี และพบการแพร่ระบาดได้ตลอดปี
·       พืชอาหาร
มะละกอ ส้มโอ มะปราง มะม่วง
·       การป้องกันกำจัด
๑.      ถ้าพบไม่มากควรตัดออกเพื่อทำลาย
๒.      พ่นสารฆ่าแมลงประเภทดูดซึม ได้แก่ สารโมโนโครโตฟอส เช่น อะโซดริน ในอัตราส่วน ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ในช่วงเพลี้ยหอยระบาด

จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิดเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปลูกมะยงชิดในจังหวัดนครนายก พบว่าปัญหาที่ทำให้ผลผลิตของมะยงชิดไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด มีปัจจัยสำคัญตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำดังนี้
ต้นน้ำ ได้แก่
๑)      พื้นที่การเพาะปลูกที่เหมาะสมต่อการปลูกมะยงชิดมีไม่เพียงพอ
๒)      ดินที่ทำการเพาะปลูกมะยงชิดมีคุณภาพเสื่อมลง เนื่องจากการใส่ปุ๋ยเคมีซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่างเปลี่ยนไป
๓)      การติดช่อดอกมะยงชิด ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้เกษตรกรไม่สามารถคาดคะเนผลผลิตที่จะเกิดขึ้นได้ในแต่ละปี
๔)      การดูแลรักษาช่อดอกมะยงชิด เพื่อให้ติดผล ในระยะเวลา ๑๐ – ๒๐ วันหลังจากต้นมะยงชิดออกดอก



กลางน้ำ ได้แก่
๑)      การดูแลรักษาต้นมะยงชิด โดยต้องมีระยะเวลาและชนิดที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ย
๒)      วิธีการป้องกัน กำจัดโรคพืช และศัตรูพืช เช่น แมลงวันทอง เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง ไรแดง และ โรคแอนแทรคโนส
๓)      วิธีการป้องกันผลผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว เช่น การห่อผลอ่อนเพื่อป้องกันนก แมลง และรักษาสีผิวของผลมะยงชิด
๔)      ต้องการให้ผลผลิตมีระยะการเก็บเกี่ยวนานขึ้น เนื่องจากผลมะยงชิดจะสุกพร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน บางส่วนจึงช้ำและเสีย ขายไม่ได้ราคา
ปลายน้ำ ได้แก่
๑)      การเก็บรักษาผลผลิต ควรมีสภาวะและภาชนะในการเก็บที่เหมาะสม เพื่อรักษาสภาพผิวให้ยังคงสีสวยและรักษาความกรอบของมะยงชิดไว้ได้
๒)      การขนส่ง ควรมีบรรจุหีบห่อที่เหมาะสมและมีการขนส่งที่ระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผลมะยงชิดบอบช้ำ
๓)      วิเคราะห์ทดสอบคุณค่าทางโภชนาการของมะยงชิด
๔)      วิเคราะห์ทดสอบสารเคมีตกค้างในผลผลิตมะยงชิด
๕)      ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และต้องการ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice (GAP)) เพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐานปลอดภัย ปลอดศัตรูพืช และคุณภาพถูกใจ เพื่อการส่งออก
















เอกสารอ้างอิง
๑.      ทองอินทร์ ถือมั่น. (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖). รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง โครงการส่งเสริมพัฒนาการผลิตมะปรางหวาน มะยงชิด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ปี ๒๕๕๓. http://www.research.doae.go.th/webphp/webmaster/fileworkres/1347258059006.pdf
๒.      ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์. การปลูกและการขยายพันธุ์มะปรางหวาน มะยงชิด. หน้า ๑๘-๖๔.
๓.     มะยงชิด-มะปรางหวาน. (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖). http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=5020.0
๔.     พนม เกิดแสง. (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖). มะปรางหวาน มะยงชิด. http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/panom/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%95.pdf
๕.     เทคนิคการปลูกและการผลิตมะยงชิด. (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖). http://www.oknation.net/blog/horti-asia/2012/10/05/entry-1